รักษาฝ้าด้วยวิธีธรรมชาติ

รักษาฝ้าด้วยวิธีธรรมชาติ

รักษาฝ้าด้วยวิธีธรรมชาติ ซึ่ง  ฝ้า (Melasma) ถือเป็นปัญหาสุดกลุ้มของสาวๆ เลยก็ว่าได้ เพราะฝ้านั้นจะเกิดบนผิวหน้าเป็นหลัก โดยเฉพาะโหนกแก้ม และหน้าผาก ซึ่งฝ้าจะมีบริเวณกว้างและเห็นค่อนข้างเด่นชัด ทำให้สาวๆ หลายคนพยายามหาทางกำจัดฝ้าให้หมดไป

กระบวนการเกิดฝ้านั้นมาจากการที่เม็ดสีผิวทำงานมากเกินไป โดยมากมักมาจากการที่ผิวโดนแดด ซึ่งแสงแดดคือตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้เกิดฝ้าได้ค่ะ นอกจากนี้สาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้าได้ เช่น การทานยาบางชนิด ฮอร์โมนและกรรมพันธุ์ ก็มีส่วนที่ทำให้เกิดฝ้าได้เช่นกันค่ะ ซึ่งเมื่อเกิดฝ้าขึ้นมาแล้ว ก็สามารถ รักษาฝ้าด้วยวิธีธรรมชาติ ก่อนอื่นมารู้จักสาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้าก่อนค่ะ เราจะได้รู้วิธีป้องกัน และวิธีรักษากันต่อไป

รักษาฝ้าด้วยวิธีธรรมชาติ

สาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้า

ฝ้าจะเป็นปื้นๆ สีน้ำตาลเข้มกว่าสีผิว มีอยู่2ชนิด คือฝ้าชนิดตื้น คือเม็ดลีจะมีความลึกอยู่เพียงชั้นหนังกำพร้าและฝ้าชนิดลึกจะมีความลึกของเม็ดสีอยู่ในระดับชั้นหนังแท้ ความเข้มจะค่อนข้างเข้มมากว่าด้วย และฝ้าเกิดขึ้นไปดังนี้

1. รังสีUV และความร้อน

รังสีUVจากแสงแดด โดยเฉพาะช่วง10.00-14.00 น. มักเป็นสาเหตุหลักๆที่ทำให้ฝ้ากระเกิดขึ้นได้ เพราะจะไปกระตุ้นให้เมลานีนมีการสร้างเม็ดสีมากขึ้น  และรวมไปถึงความร้อนจากการประกอบอาหารและแสงไฟด้วยที่เป็นตัวการให้เกิดฝ้า   

2. รังสีหรือความร้อนจากจอคอมพิวเตอร์

รังสีจากหน้าจอคอม ส่งผลรบกวนต่อผิวหน้า ทำให้เกิดความร้อนสะสม รบกวนเมลานีนหรือเม็ดสีผิว ทำให้เกิดฝ้าที่เด่นชัดขึ้น

3. การตั้งครรภ์

ในช่วงตั้งครรภ์จะเกิดการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน ซึ่งเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนจะสูงขึ้นโดยเฉพาะช่วงไตรมาส3ของการตั้งครรภ์ เมื่อคลอดบุตรแล้ว ฝ้าอาจจะค่อยๆจางลงใช้ระยะเวลาเป็นเดือนๆ ในรายที่เป็นมากอาจเหลือร่องรอยดำไว้บ้าง

4. ยาคุมกำเนิด

ฮอร์โมนเอสโตรเจนเมื่อมีในร่างกายระดับสูง ส่งผลไปกระตุ้นเซลล์สร้างสีเมลาโนไซท์ ทำให้เกิดฝ้าได้ ฮอร์โมนชนิดนี้สามารถพบได้ในยาคุมกำเนิดหลายๆยี่ห้อ เพราะฮอร์โมนนี้เป็นกลไกสำคัญในการคุมกำเนิด คนที่ทานในระยะเวลา6เดือนเป็นต้นไป มักจะมีปัญหาเรื่องฝ้า ต้องคอยสังเกตว่าฝ้านั้นเกิดจากยาคุมกำเนิดหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นควรพบแพทย์เพื่อเปลี่ยนวิธีคุมกำเนิด

5. เครื่องสำอาง

ในเครื่องสำอางบางชนิดมีการเจือปนสารเคมีหรือสารอันตรายต่อผิวหน้า เกิดอาการแพ้ ระคายเคือง จนกระทั่งสะสมบนใบหน้า ทำให้ใบหน้ามีรอยด่างดำ เกิดเป็นฝ้าได้

6. ความเครียด

เมื่อร่างกายเกิดความเครียด จะทำให้เกิดการสร้างอนุมูลอิสระขึ้นมาในร่างกาย ซึ่งอนุมูลอิสระก็เป็นอีกตัวการหนึ่งที่มีส่วนไปกระตุ้นการสร้างเม็ดสีผิวทำงานผิดปกติ

7. การพักผ่อน

เมื่อพักผ่อนน้อย อดนอน นอนไม่พอ ทำให้การทำงานของต่อมเหงื่อลดลง จึงเกิดการขับของเสียลดลง เมื่อร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น ทำให้การขับของเสียทางปัสสาวะแทน ส่งผลให้ไตทำงานหนัก จากนั้นผิวพรรณอาจแย่ลง เกิดสิวฝ้าและกระตามมาได้

8. การดื่มน้ำ

การดื่มน้ำนอกจากจะคงสมดุลให้ร่างกายแล้ว ยังช่วยเป็นตัวกำจัดหรือขับสารพิษที่อาจตกค้างในร่างกาย และอาจก่อให้เกิดฝ้าได้ในอนาคต

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดฝ้า

  • หลีกเลี่ยงแสงแดด การใช้ร่มที่ป้องกันรังสียูวี สวมหมวก ใช้ผ้าคลุม โดยเฉพาะแดดช่วง10.00-16.00 น. และต้องไม่ลืมที่จะใช้ครีมกันแดดที่มีSPF30+ขึ้นไปเพื่อป้องกันยูวีเอ และมีค่าป้องกันPA2+ขึ้นไปเพื่อป้องกันยูวีเอ ควรทาก่อนออกแดด30นาที
  • หลีกเลี่ยงยา ฮอร์โมนที่เป็นต้นเหตุให้เกิดฝ้า เช่น ยาคุมกำเนิด อาจจะต้องเปลี่ยนการคุมกำเนิดโดยต้องปรึกษาแพทย์ก่อน และเลี่ยงเครื่องสำอางที่มีผลให้เกิดฝ้าด้วย
  • การรักษาด้วยยาทา เช่น ยากลุ่มไฮโดรควิโนน ยากรดวิตามินเอ ยากลุ่มทรานิซามิก ครีมทาที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้ ครีมไวท์เทนนิ่งอื่นๆ
  • ดูแลตนเอง พักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน เลี่ยงความเครียด หากิจกรรมเพื่อผ่อนคลาย รับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น มะเขือเทศ มะละกอ ฝรั่ง ส้ม ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ขับถ่ายให้เป็นเวลา ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 1800-2000 มล.

วิธีการรักษาฝ้าด้วยวิธีธรรมชาติ

1. สูตรว่านหางจระเข้

ใช้ใบว่านหางจระเข้ 1 ใบ (เลือกเอาตรงใบล่าง ๆ ที่แก่แล้ว) นำมาแช่น้ำประมาณ 10 นาที แล้วค่อยปอกเปลือกและล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นนำไปปั่นให้ละเอียด แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ก็จะช่วยให้ฝ้าหายเร็วขึ้น

2. สูตรหัวไชเท้า

นำหัวไชเท้ามาบดหยาบ ๆ ผสมน้ำมะนาวเล็กน้อย จากนั้นนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ราวๆ 10 นาที (คนที่ผิวแพ้ง่ายไม่ควรใช้สูตรนี้) แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำเป็นประจำ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือวันเว้นวัน ก็จะช่วยทำฝ้าดูจางลง และยังช่วยลดริ้วรอยต่าง ๆ พร้อมทำให้ผิวหน้ากระจ่างใสขึ้นได้ด้วย

3. สูตรมะขามเปียก

ขยำมะขามเปียกให้ได้น้ำข้นๆ จากนั้นนำมาทาบาง ๆ ตรงบริเวณที่เป็นฝ้า ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาทีแล้วล้างออก วิธีนี้นอกจากจะช่วยทำให้รอยฝ้าดูจางลงแล้ว ยังช่วยลดรอยด่างดำได้อีกด้วย เพราะมะขามเปียกมีกรด AHA ตามธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดออก

4. สูตรใบบัวบก

นำใบบัวบกมาปั่น กรองเอาแต่น้ำ แล้วนำสำลีมาชุบน้ำใบบัวบกที่ได้ จากนั้นเช็ดทำความสะอาดผิวหน้าแทนการใช้โทนเนอร์ก่อนนอนเป็นประจำทุกวัน ก็จะช่วยทำให้รอยฝ้าต่าง ๆ จางลง ทำให้ผิวหน้าเรียบเนียนใสได้อีกครั้ง สูตรนี้ยังถือเป็นสูตรหน้าใสที่จะทำให้ห่างไกลจากริ้วรอยแห่งวัยได้อีกด้วย

5. สูตรน้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์

นำน้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์มาผสมน้ำเปล่าเล็กน้อยเพื่อให้กรดจากน้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์เจือจางลง เสร็จแล้วให้นำสำลีมาชุบแล้วเช็ดจนทั่วใบหน้า ปล่อยให้แห้งแล้วล้างหน้าด้วยน้ำเย็น ทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง นอกจากจะทำให้ฝ้าจางลงแล้ว สูตรนี้ยังช่วยทำให้ผิวเนียนนุ่มและดูกระจ่างใสขึ้นด้วย

6. สูตรไข่ขาว

นำไข่ขาวมาผสมกับน้ำมะนาวจากนั้นนำมาทาบาง ๆ ให้ทั่วบริเวณที่เป็นฝ้า แล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที แล้วจึงล้างหน้าด้วยโฟมตามปกติ แนะนำให้ทำสูตรนี้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง โดยไข่ขาวจะช่วยดูดซับสิ่งสกปรกและรอยฝ้า จึงทำให้ผิวหน้าสะอาดใสเรียบเนียนเกลี้ยงเกลายิ่งขึ้น

อาหารที่ช่วยป้องกันการเกิดฝ้าบนใบหน้า

1. มะเขือเทศ รักษาฝ้า

เพียงทานมะเขือเทศ 1 ลูก ก็เท่ากับปริมาณ Vitamin C ครึ่งหนึ่งของส้มโอทั้งผล และถ้าอยากให้ได้ผลดียิ่งขึ้น ควรปรุงสุกมะเขือเทศก่อนทาน ดีกว่าทานมะเทศสดๆ เพราะมะเขือเทศที่ผ่านความร้อน จะทำให้การยึดจับของไลโคปีนกับเนื้อเยื่อของมะเขือเทศอ่อนตัวลง ทำให้ไลโคปีนถูกร่างกายนำไปใช้ได้ดีกว่านั่นเอง และมะเขือเทศ มีวิตามินซี, ไลโคปีน, กรดซิตริก และบีตา-แคโรทีน ที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ทำให้สีผิวขาวกระจ่างใสขึ้น ต่อต้านการเกิดริ้วรอยแห่งวัย ฝ้า กระ จุดด่างดำ ทำให้ผิวชุ่มชื้น ระบบเลือดไหลเวียนดีขึ้น ผิวขาวใสอมชมพู

2. ผักใบเขียว รักษาฝ้า

ผักใบเขียว ไม่ว่าจะเป็นผักโขม คะน้า บล็อคโคลี่ จะเลือกนำมาทานสดๆเป็นสลัด เป็นผักลวกแกล้มน้ำพริก หรือทานเป็นผัดผัก ก็ได้รับประโยชน์จากผักใบเขียวเหล่านี้ได้เช่นกัน และผักใบเขียว อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน, วิตามินอี, เอ และสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยป้องกันการเสื่อมอายุของผิวหนัง การซ่อมแซมผิวหนังที่เสียหายจากรอยหมองคล้ำ ลดการอักเสบของผิวหนัง และช่วยยับยั้งการเกิดสิว ฝ้า กระ ได้เป็นอย่างดี

3. พืชตระกูลเบอร์รี่ รักษาฝ้า

พืชเบอร์รี่ ไม่ว่าจะเป็นแบล็คเบอร์รี่, บลูเบอร์รี่, ราสเบอร์รี่, สตรอว์เบอรี่ ฯลฯ สามารถทานได้สดๆเลย จะช่วยเสริมสร้าผิวพรรณให้สวย เปล่งปลั่งขึ้น และพืชตระกูลเบอร์รี่ จะอุดมไปด้วย วิตามินซี สารต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสื่อมของเซลล์ผิว ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV ช่วยกระตุ้นเซลล์ผิวใหม่ ทำให้ผิวพรรณขาวใส เปล่งปลั่ง ลดการเกิดสิว ฝ้า

4. พืชตระกูลส้ม รักษาฝ้า

การนำมะนาวสดๆที่คั้นใหม่ๆ นำมาผสมกับน้ำอุ่นและน้ำผึ้ง หรือการทานส้มสดๆเป็นประจำทุกเช้า จะช่วยให้ร่างกายคุณมีระบบขับถ่ายที่ดี และพืชตระกูลส้ม จะอุดมไปด้วยวิตามินซี และสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ พร้อมกระตุ้นคอลลาเจน ช่วยเชื่อมเนื้อเยื่อต่างๆในชั้นผิว ซ้ำยังช่วยลบเลือนริ้วรอย ฝ้า กระ จุดด่างดำ ทำให้หน้าขาวใส มีสุขภาพผิวที่ดีขึ้น

5. มะขามป้อม รักษาฝ้า

ผลสดของมะขามป้อม จะมีรสเปรี้ยวๆฝาดๆ แต่พอทานน้ำตามเท่านั้นแหละ จะรู้สึกหวานและชุ่มคอมาก ทำให้รู้สึกอร่อย เพลิดเพลินเวลาทาน แถมยังทำให้ผิวสวย แก้เจ็บคอได้ด้วย และมะขามป้อม เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง(มากกว่าส้ม 20 เท่า!) วิตามินซีในมะขามป้อมมีส่วนช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ มีฤทธิ์ต้านเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) จึงช่วยลดเลือนรอยฝ้า กระ จุดด่างดำ ทำให้ผิวหน้าขาวกระจ่างใส เนียนนุ่ม

สาวๆ คนไหนที่ไม่อยากเข้าคลินิก ลองทำตามวิธีเหล่านี้ดูนะคะ นอกจากจะช่วยเซฟเงินในกระเป๋าเราได้แล้ว ยังปลอดภัยไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อผิวหน้าของเราอีกด้วย และที่สำคัญอย่าลืมทากันแดดทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดฝ้าลงได้เช่นกัน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *